How to Choose MBA University อยากเรียน MBA เลือกมหาวิทยาลัยยังไงดี

How to Choose MBA University
How to Choose MBA University
How to Choose MBA University อยากเรียน MBA เลือกมหาลัยไหนดีให้เหมาะกับเรา?
ดูแค่ Ranking ของมหาวิทยาลัยอย่างเดียวพอไหม?

วันนี้พี่ๆ MTU ก็มีเคล็ดลับดีๆ ในการทำ School Selection มาแชร์ให้น้องได้ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ
ก่อนอื่นเลย พี่อยากให้น้องๆ เข้าใจถึง 2 มุมมองหลักในการเลือกมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่เหมาะกับเรา

  • การเปิดโอกาสให้ตัวเอง

ไม่อยากให้น้องๆ underestimate ความสามารถของตัวเอง เพราะการสมัคร Top-U คงไม่มีใครอยากสมัครหลายครั้งหรือไปเรียนหลายใบ มันจึงเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ยกตัวอย่าง มีน้องๆ บางคนที่สมัครหลายมหาวิทยาลัยแต่โดน reject จาก Kellogg, MIT, Wharton แต่ปรากฏว่าได้ HBS ดังนั้นเวลาน้องๆ จะเลือกสมัครมหาวิทยาลัยต่างๆ  ก็อยากให้น้องมองไปถึง Top Schools หรือ M7 เช่น Harvard, Stanford, MIT Sloan, Columbia, Wharton, Kellogg, Berkeley Haas

  • การกระจายความเสี่ยง

น้องๆ ที่เรียนในสาย Finance หรือการลงทุน คงจะเคยได้ยินคำว่า “อย่าใส่ไข่ลงไปในตะกร้าใบเดียว ( Don’t put an egg in)” การสมัครแค่ 1-2 มหาวิทยาลัยนั้นจึงค่อนข้างเสี่ยงมาก ถึงแม้ว่าน้องๆ จะเขียน Essay หรือทำคะแนน GMAT ดีแค่ไหน แต่น้องๆ ต้องอย่าลืมว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่อยากเรียนที่นี่เหมือนกัน  อาจจะมีคนที่มีโปรไฟล์เหมือนเราหรือดีกว่าก็ได้ รวมถึงการ interview ในตอนนั้นเราอาจจะตื่นเต้น ตอบคำถามไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีพอ ดังนั้นพี่ๆ จึงอยากแนะนำให้น้องยื่นสมัครประมาณ 6-7 มหาวิทยาลัย เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยเค้าจะแบ่งเป็นรอบๆ การสมัครอยู่แล้ว น้องๆ ก็สามารถวางแผนได้ว่าจะสมัครรอบไหน

How to Choose MBA University
How to Choose MBA University

มีน้องๆ หลายคนเลือกมหาวิทยาลัยจากการดูแค่ Ranking ซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่น้องๆ ต้องอย่าลืมว่า Ranking ของแต่ละที่นั้นมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน

วันนี้พี่ๆ MTU เลยอยากจะมาแนะนำ “เคล็ดลับ 4 อย่างของการเลือกมหาวิทยาลัยในฝันของน้องๆ” มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

1. ความเหมาะสมของงานที่เราอยากทำในอนาคต (Career fit)
Career fit คือ การที่เราเลือกมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรตามเป้าหมายของเรา เช่น น้องบางคนอยากทำ Start-up ก็ต้องดูว่ามหาวิทยาลัยไหนเด่นในเรื่องของ Entrepreneurship หรือดูว่ามี Alumni คนไหนจบไปทำ Start-up เยอะมากแค่ไหน หรือบางคนอยากทำงานในสาย Tech ก็จะมีอีกกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เด่นในเรื่องนี้

2. ทำเลที่ตั้ง (Location)

Location ของมหาวิทยาลัยก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าน้องๆ อยากทำ Start-up น้องๆ ก็ควรสร้าง connection ไว้เยอะๆ ดังนั้นการเลือกมหาวิทยาลัยที่สามารถเดินทางได้สะดวก จึงเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่าง นักเรียนของ MTU ที่เรียนอยู่ Berkeley Haas หรือ UCLA Anderson นั่งรถบัสไปไม่กี่สถานี ก็สามารถนัดคุยกับ Start-up ได้หลายที่ใน 1 เดือน เพราะว่าเดินทางง่าย ไม่เสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายเยอะ

Location ก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสในการถูก recruit บางคนอยากทำงานใน Singapore ต้องบอกก่อนเลยว่าเรื่องรายได้ใน Singapore ก็เยอะไม่แพ้ใน US/UK เลยค่ะ น้องๆ อาจจะต้องดูว่ามีมหาวิทยาลัยไหนที่มีชื่อเสียงหรือเหมาะกับสายงานไหนที่เราอยากทำบ้าง เช่น INSEAD, NUS และ Nanyang

นอกจากนี้สภาพอากาศและ Lifestyle ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเลือก Location เหมือนกัน น้องบางคนชอบอากาศหนาว บางคนชอบร้อนหรือบางคนชอบอากาศกำลังดี สบายๆ ก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในสภาพอากาศที่เหมาะกับเรา หรือบางคนชอบความเป็นเมือง เดินทางสะดวก ก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองหรือใกล้เมือง เช่น Chicago Booth บางคนชอบความเป็น Campus town เช่น Kellogg รวมไปถึงน้องบางคนชอบการออกไปชิมอาหารที่แปลกใหม่หรือ Outdoor Activities ก็อาจจะเลือกเมืองที่ง่ายต่อการทำกิจกรรมที่น้องอยากทำ

3. ความเหมาะสมเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย (Cultural & Character fit)

เวลาในการเรียน 1-2 ปี ก็ไม่ใช่น้อยๆ อยากให้น้องมองถึงเรื่องมหาวิทยาลัยหรือ alumni ที่จบไปว่าดูแล้วเหมาะกับสิ่งที่เราอยากทำ อยากเรียนหรือเปล่า รวมไปถึงเพื่อนรวมคลาสของน้องๆ ว่าเหมาะกับเรามั้ย  ซึ่งต้องบอกเลยว่าถ้าน้องๆ สร้าง connection ไว้อย่างดี ก็อาจกลายเป็น Life-long friendship ให้กับเราในอนาคตได้ด้วยนะคะ

4. Branding ของมหาวิทยาลัย

Branding หรือ Networking ของมหาวิทยาลัยก็สำคัญต่อการทำงานของน้องๆ ในอนาคต เพราะมันจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราหางานได้ง่ายขึ้นหรือบางมหาวิทยาลัยอาจจะมี connection กับบางบริษัท ก็อาจจะรับน้องๆ เข้าทำงานได้เลย

รับเคล็ดลับเรียนต่อฟรี ส่งถึงมือทุกสัปดาห์ 
น้องๆที่จะสมัคร ไปเรียนต่อ MBA หรือ Master’s Degree สายอื่น อย่าพลาด
ปรึกษาฟรี!!!! คลิกเลย FREE CONSULTATION
ฟังเรื่องราวความสำเร็จของนักเรียน MTU คลิกเลย

บทความที่เกี่ยวข้อง

Send Children To Study Abroad การเตรียมตัวทางจิตใจสำหรับการส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ

Coping With Child’s Overseas Study การเตรียมตัวทางจิตใจสำหรับการส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มจากยอมรับว่าลูกกำลังจะไปเจอประสบการณ์ใหม่ และเราอาจจะรู้สึกเหงาหรือกังวลบ้าง สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้ลูก ให้รู้ว่าพ่อแม่เชื่อมั่นในตัวเขา และพร้อมสนับสนุนเสมอ การพูดคุยเปิดใจถึงความคาดหวังและความกลัวจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น เตรียมตัวรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ทั้งดีใจและคิดถึง เพื่อให้ทั้งลูกและตัวเราเองพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน เข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลง การส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ทั้งสำหรับลูกและพ่อแม่ การยอมรับความจริงว่าลูกกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ห่างไกลจะช่วยให้เราปรับตัวได้ง่ายขึ้น พยายามเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและโอกาสในการพัฒนาตัวเองของลูก การมองการเปลี่ยนแปลงในแง่บวกจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกต่างๆ ได้ดีขึ้นและพร้อมสนับสนุนลูกให้ก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปอย่างมั่นใจ สร้างความมั่นใจและให้กำลังใจลูก การให้กำลังใจและสร้างความมั่นใจให้ลูกก่อนเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ พ่อแม่ควรแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของลูก ให้รู้ว่าเราเชื่อว่าเขาจะสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จได้

Read More »

จบ LLM ทำงานอะไรดี? (Master of Law)

จบ LLM ทำงานอะไรดี? Master of Law เรียนจบ LLM ทำงานอะไรดี? ฟังเคล็ดลับจากพี่แสตมป์ จบ LLM ที่ Duke Law School กันค่ะ Master of Law Q1: พี่แตมแนะนำน้องๆ หน่อยครับ ว่าทำอะไรมาบ้าง? P’Stamp:

Read More »
Scroll to Top